วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556



เคล็ดลับการกิน ผักสด ผลไม้ให้อร่อย

         ความสดของวัตถุดิบช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารอร่อยโดยเฉพาะผักสดและผลไม้ที่ต้องรับประทานสด ๆ จึงจะดึงรสชาติและให้คุณค่าอาหารครบถ้วน แต่การรับประทานผักและผลไม้ให้ปลอดภัยได้รสชาติ ต้องอาศัยเคล็ดลับดังต่อไปนี้

เอาใจใสเมื่อซื้อ      
        ความสดของผักผลไม้กำหนดได้ตั้งแต่ขั้นตอนของการซื้อที่ควรเลือกผักผลไม้สด ๆ ไม่มีใบเน่าเสียถ้าเป็นผลไม้ต้องไม่มีรอยช้ำ สี และรูปร่างผิดปกติคุณอาจดมดูก็ได้ว่ามีกลิ่นตุ ๆ หรือเปล่าเมื่อซื้อแล้วนำกลับบ้านต้องระวังวางไว้บนสุดของตะกร้าจะได้ไม่ต้องถูกข้าวของอื่นๆ ทับจนชอกช้ำเสียหาย
อย่าซื้อเก็บไว้คราวละมากๆ

            ธรรมชาติของผักและผลไม้ส่วนใหญ่จะอายุสั้น เน่าเสียเร็วแม้เก็บไว้อย่างดีในตู้เย็น(ยกเว้นจำพวกพืชผัก เช่น มันฝรั่ง ไซเท้า แครอท และผลไม้ อย่างเช่น แอปเปิ้ล) ดังนั้นเมื่อจะซื้อผักและผลไม้ควรกะปริมาณแค่ 2-3วันก็พอ ถ้าซื้อเก็บไว้มากเกินไปจะสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุเพราะ กินไม่ทันและเน่าเสียไปเปล่าๆ

จัดเก็บอย่างเหมาะสม     
                 การจัดเก็บอย่างเหมาะสมช่วยยืดอายุผักและผลไม้ได้มาก เมื่อเอาผักเข้าเก็บในตู้เย็นควรเก็บไว้ต่างหากในช่องเก็บผัก ซึ่งมีความชื้นมากกว่าและอากาศถ่ายเทได้สะดวกกว่าส่วนอื่นๆ สำหรับผักใบเขียวต้นเล็ก และช้ำง่าย เช่น ต้นหอม ผักชีฝรั่ง ควรล้างน้ำเย็นทันทีที่ถึงบ้าน และปักไว้ในแก้วน้ำเมื่อเก็บเข้าตู้เย็น
ล้างเฉพาะที่จำเป็น     

       ตามหลักโภชนาการแล้วถ้าต้องการให้ผักและผลไม้คงความสดได้นานควรล้างน้ำอุ่นก่อนรับประทาน นอกจากผักที่ใช้ทำสลัดและพวกต้นหอม ผักชีฝรั่ง ก็ควรล้างก่อนนำไปเก็บตู้เย็น และผักที่มีใบห่อหุ้มหลายชั้น เช่นผักกาด กระหล่ำปลี ควรลอกเอาใบที่เน่าเสียออกก่อน และพืชหัวอย่างมะเขือ แครอท และ แอปเปิ้ล ทำความด้วยแปรงขนนุ่มในน้ำเย็นก่อนเก็บในตู้เย็น
รักษาความเย็นให้คงที่     

                 การเก็บผักในตู้เย็นให้ได้ผลและอยู่ทนต้องเก็บไว้ในความเย็นระดับ 5 องศาเซลเซียส โดยเก็บผักและผลไม้ที่ตัดและหั่นแล้วไว้ในกล่องหรือถุงมีฝาปิดมิดชิด เมื่อรับประทานถ้าเป็นที่บ้านให้เก็บไว้ในตู้เย็นจนกว่าจะถึงเวลารับประทาน และในกรณีที่ไปปิกนิกนอกบ้านควรเก็บไว้ในกล่องรักษาความเย็นหรือกระติกน้ำแข็ง
ปลอดภัยไว้ก่อน  
   
                การรับประทานผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักสดมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียและท้องร่วงได้ง่ายยิ่งในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างในเมืองไทย ที่มีสถิติผู้ป่วยด้วยโรคท้องร่วงปีละจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อรับประทานผักสดและผลไม้ต่าง ๆจึงควรปลอดภัยไว้ก่อนด้วยการรักษาอนามัย ตั้งแต่ภาชนะที่ใส่ ตู้เย็นพื้นที่ประกอบอาหาร มีที่ใช้หั่น เขียงที่รอง และล้างมือทุกครั้งก่อนทำอาหาร รวมทั้งล้างผักผลไม้โดยแช่ไว้ในน้ำสะอาดละลายด่างทับทิมทั้งนี้เพื่อให้เราและสมาชิกในครอบครัวได้ประโยชน์จากการรับประทานผักผลไม้โดยไม่เสี่ยงกับโรคภัยต่างๆ

ที่มา: http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/General/Pakinaka/03.htm (สืบค้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 ) 

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

 

เทคนิคการเรียนให้เก่ง


          พูดถึงเรื่องเรียน ใครๆก็อยากเก่งกันทุกคน แต่คงมีหลายคน ที่อาจจะท้อแท้กับการเรียน นักวิชาการและนักวิจัยต่างๆ ได้ทำการสำรวจและวิจัย พบว่าเทคนิคการเรียนต่างๆจากหลายๆคนแตกต่างกันไป ก็เลยนำมาเสนอให้เพื่อนๆที่สนใจได้อ่านด้วย เราไปดูกันดีกว่าว่า การเรียน เก่ง
จาก การวิจัยและวิเคราะห์ของนักแนะแนวการศึกษาและนักจิตวิทยาหลายคนพบว่า ผู้ที่เรียนไม่ค่อยประสบความสำเร็จหรือเรียนแบบไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ได้แก่ผู้ที่มีลักษณะดังนี้
-  เป็นคนที่มักละทิ้งงานไว้ก่อนก่อนจึงค่อยทำ เมื่อถึงนาทีสุดท้าย
-  เสียสมาธิ หันเห ความสนใจไปจากการเรียนได้โดยง่าย
-  เมื่อทำงานที่ยากๆ จะสูญเสียความสนใจ หรือขาดความมานะ พยายามนั่นเอง
-  มักใช้เรื่องของการสอบ เป็นเครื่องกระตุ้นการเรียน
-  ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีตารางการทำงานอย่าวงสม่ำเสมอ
-  การเรียนที่มีประสิทธิภาพควรมีลักษณะดังนี้คือ
-  ควรมีตารางเรียนและทำงานตรงตามเวลาที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ
-  ทำงานในระยะเวลาที่ไม่นานนักและควรมีการหยุดพักผ่อน
-  ไม่ปล่อยงานค้างไว้จนวินาทีสุดท้าย
-  ควรตั้งสมาธิให้แน่วแน่ ไม่เสียสมาธิง่าย
-  อย่าใช้การสอบเป็นนแรงจูงใจในการอ่านหนังสือ
-  ควรอ่านหนังสือก่อนเข้าห้องเรียนตามสมควร
-  เข้าฟังการบรรยาย สัมมนาแล้วควรกลับไปอ่านทบทวน
-  พยายามอย่าละเลยวิชาที่ยากกว่าวิชาอื่นๆ
-  ควรมีความรู้ในการใช้บริการห้องสมุดด้วยเป็นดี
-  ปรับปรุงคำบรรยาย ที่จดจากห้องเรียนให้กระชับ กะทัดรัดและเข้าใจง่าย
-  พยายามทำให้การเรียนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และสนุกสนานกับมัน
-  ควรมีแรงกระตุ้นกับมันและไม่ควรทำงานหนักเกินไปในวันหยุด
-  เมื่อพยายามปฏิบัติทุกข้ออย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้เรียนได้ดี
-  จากการวิจัยเรื่องลักษณะการอ่านหนังสือหลายๆคนมักจะทำกันอย่างนี้
-  อ่านหนังสือเที่ยวนึงก่อน แล้วกลับมาอ่านซ้ำอีกที
-  ขีดเส้นใต้ใจความหลักและรายละเอียดที่สำคัญในตำรา
-  อ่านอย่างตั้งใจแล้วทำบันทึกเค้าโครงสั้นๆไว้ เพื่อประหยัดเวลาในการอ่านทบทวน
ซึ่ง นักวิเคราะห์สรุปว่า วิธีที่3ค่อนข้างจะดีกว่าข้ออื่นๆแต่การทำพร้อมๆกันทั้ง 3 วิธี เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการอ่านหนังสือเลยทีเดียว

          Thorndike กล่าวว่า ประสบการณ์ก่อให้เกิดความชำนาญ เขาใด้ตั้งกฎแห่งการเรียนไว้ 3 อย่างซึ่งพูดถึงการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น การตอบรับ การฝึกหัดเพื่อก่อให้ เกิดประสบการณ์ และการเตรียมความพร้อมในด้านการเรียน และเขายังมี ข้อแนะนำที่จะช่วยให้การเรียนได้ผลดีและรวดเร็ว คือ
-  พยายามสร้างความอยากที่จะเรียน (motivation)
-  พยายามตอบสนองต่อการเรียน (reaction) อย่างต่อเนื่อง
-  ควรมีความแน่วแน่กับการเรียน (concentrate)
-  จัดลำดับเรี่องที่จะเรียน (organization) ให้เป็นหมวดหมู่ก่อนหลัง ไม่ปะปนกัน
-  ควรมีความเข้าใจ (comprehension) ในจุดมุ่งหมายในเนื้อหาที่เรียน
-  มีการทบทวน (repettition) เพื่อเป็นการไม่ให้ลืม
-  เทคนิคการอ่านหนังสือ โดย อ.พรทิพย์ ศรีสุรักษ์
-  สำรวจเนื้อหาและส่วนประกอบต่างๆในเล่มทั้งหมด
-  อ่านเนื้อหาทั้งหมด แล้วอ่านซ้ำเพื่อจับ
-  ควรมีการตั้งคำถามกับตัวเองขณะอ่าน ว่าใคร ทำอะไร ที่ใหน เมื่อไหร่ อย่างไร
-  ขีดเส้นใต้ข้อความสำคัญจากนั้นบันทึกเป็นคำพูดที่เข้าใจง่าย
-  พยายามจับประเด็นจากคำบรรยายและจากตำราให้เข้ากัน
-  ต้องมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ

หลัก SQ3R เพื่อช่วยให้การอ่านตำราประสบความสำเร็จมีดังนี้



S:servey คือ การสำรวจตำราเรียนอย่างคร่าวๆ
Q:question คือ การตั้งคำถามทั่วๆไปเพื่อที่จะเข้าสู่เนื้อหา
R:read แล้วก็ต้องอ่านเพื่อจับประเด็นความคิดออกมา
R: recall แล้วต้องพยายามที่จะจดจำในเนื้อหาที่สำคัญๆไว้ด้วย และ R สุดท้าย
R:reviewหมั่นทบทวนอยู่เสมอเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและการนำไปใช้
นอกจากนี้ อ.ธีรพร ชัยวัชราภรณ์ ยังให้เทคนิคการจำที่น่าสนใจ ให้นำไปใช้อีกด้วย
-อย่าจดจำในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ
-ทบทวนบันทึกหลังการเรียนมาภายใน12ชม.
-ต้องทำความเข้าใจในเนื้อหาทุกๆตอนก่อนที่จะผ่านไปและต้องทบทวนอย่างสม่ำเมอ
-พยายามเรียนให้มากๆและอย่าเพิ่งหยุดในขณะที่เพิ่งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
-เลือกจำเฉพาะจุดที่สำคัญและรวบรวมเนื่อหาเหล่านั้นเข้าด้วยกันและมีระบบขั้นตอน
-ทำการซ้ำหลายๆหน เช่นท่องปากเปล่าหรือเขียนเพื่อที่จะช่วยให้จดจำได้มากขึ้น และ
การท่องเป็นจังหวะจะช่วยให้ท่องจำได้ง่ายขึ้น

วิธีเรียนให้เก่ง

ฝึกสังเกต สังเกตในสิ่งที่เราเห็น หรือสิ่งแวดล้อม เช่น ไปดูนก ดูผีเสื้อ หรือในการทำงาน การฝึกสังเกตจะทำให้เกิดปัญญามาก โลกทรรศน์ และวิธีคิด สติ-สมาธิ จะเข้าไปมีผลต่อการสังเกต และสิ่งที่สังเกต
ฝึกบันทึก เมื่อสังเกตอะไรแล้วควรฝึกบันทึก โดยจะวาดรูปหรือ บันทึกข้อความ ถ่ายภาพ ถ่ายวีดิโอ ละเอียดมากน้อยตามวัยและ ตามสถานการณ์การบันทึกเป็นการพัฒนาปัญญา
ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุม กลุ่ม เมื่อ มีการทำงานกลุ่ม เรา ไปเรียนรู้อะไรมาบันทึกอะไรมา จะนำเสนอให้เพื่อนหรือครูรู้เรื่อง ได้อย่างไร ก็ต้องฝึกการนำเสนอการนำเสนอได้ดีจึงเป็นการพัฒนา ปัญญาทั้งของผู้นำเสนอและของกลุ่ม
ฝึกการฟัง ถ้ารู้จักฟังคนอื่นก็จะทำให้ฉลาดขึ้น โบราณเรียกว่า เป็นพหูสูตบางคนไม่ได้ยินคนอื่นพูด เพราะหมกมุ่นอยู่ในความคิด ของตัวเองหรือมีความฝังใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเรื่องอื่นเข้าไม่ได้ ฉันทะ สติ สมาธิ จะช่วยให้ฟังได้ดีขึ้น
ฝึกปุจฉา-วิสัชนา เมื่อมีการนำเสนอและการฟังแล้ว ฝึกปุจฉา-วิสัชนา หรือถาม-ตอบ ซึ่งเป็นการฝึกใช้เหตุผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทำ ให้เกิดความแจ่มแจ้งในเรื่องนั้นๆ ถ้าเราฟังครูโดยไม่ถาม-ตอบ ก็ จะไม่แจ่มแจ้ง
ฝึกตั้งสมมติฐานและตั้งคำถาม เวลาเรียนรู้อะไรไปแล้ว เรา ต้องสามารถตั้งคำถามได้ว่า สิ่งนี้คืออะไร สิ่งนั้นเกิดจากอะไร อะไรมีประโยชน์ ทำอย่างไรจะสำเร็จประโยชน์อันนั้น และมีการ ฝึกการตั้งคำถาม ถ้ากลุ่มช่วยกันคิดคำถามที่มีคุณค่าและมีความ สำคัญ ก็จะอยากได้คำตอบ
ฝึกการค้นหาคำตอบ เมื่อมีคำถามแล้วก็ควรไปค้นหาคำตอบ จากหนังสือ จากตำรา จากอินเตอร์เน็ต หรือไปคุยกับคนเฒ่าคน แก่ แล้วแต่ธรรมชาติของคำถาม การค้นหาคำตอบต่อคำถามที่ สำคัญจะสนุกและทำให้ได้ความรู้มาก ต่างจากการท่องหนังสือ โดยไม่มีคำถาม บางคำถามเมื่อค้นหาคำตอบทุกวิถีทางจนหมด แล้วก็ไม่พบ แต่ถามยังอยู่ และมีความสำคัญ ต้องหาคำตอบต่อไป
ที่มา: http://www.unigang.com/Article/197 (สืบค้นวันที่ 31 มกราคม 2556)

 

ลดน้ำหนักด้วยกล้วยมื้อเช้า ง่ายและได้ผลจริง

 

    หลายคนสงสัยว่า กล้วยช่วยลดน้ำหนัก ลดความอ้วนได้อย่างไร คุณเชื่อหรือไม่ว่ากล้วยสามารถช่วยลดน้ำหนัก ลดความอ้วนได้จริง มีผู้คนมากมายทั่วโลกที่ใช้วิธีการลดน้ำหนักด้วยการทานกล้วยในมื้อเช้า หลายคนเคยไดเอ็ท อดอาหาร ตามสูตรควบคุมน้ำหนักต่างๆ ซึ่งต้องใช้ความอดทน อีกทั้งบางครั้งยังสร้างความเครียดให้เราอีกด้วย พยายามไดเอ็ทหลายวิธีก็ไม่ผอมลงสักที งั้นลองหยิบ "กล้วย" ใบน้อย มาเติมพลังให้เช้าวันใหม่ สำหรับการไดเอ็ทด้วยการทานกล้วยในมื้อเช้านี้ เป็นวิธีที่แสนง่าย แต่ได้ผล อยากให้ทุกท่านลองนำไปปฏิบัติกัน



กินกล้วยแล้วได้อะไร?
สารอาหารที่ได้จากกล้วยได้แก่

1.วิตามินบี1และบี 2เร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน ป้องกันตัวบวม และฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้า
2.เกลือแร่ เช่น โปรแตสเซียม ช่วยในการขับโซเดียมออกทางปัสสาวะ และแมกนีเซียม ช่วยควบคุมความดันเลือด และการทำงานของแคลเซียม
3.มีเส้นใยอาหาร(fiber)บรรเทาอาการท้องผูกได้ดี
4.กล้วยยังมีฤทธิ์ในการขับพิษสูง เพราะแป้งในกล้วยดิบจะช่วยดีท็อกซ์ ส่วนกล้วยสุกช่วยเสริมภูมิต้านทานป้องกันหวัดได้ดี
5.สารโพลีฟินอล มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่ชะลอความแก่
6.สารยูจินอล ซึ่งเป็นไฟโตเคมีคัล ที่ช่วยเร่งการพัฒนาสภาพร่างกาย
7.เซโรโทนิน ช่วยลดอาการหงุดหงิด และทำให้ความอยากอาหารลดลง
8.ในเนื้อกล้วยเองมีเอ็นไซม์ช่วยย่อย ก็จะทำให้การย่อยเป็นไปอย่างราบรื่น
9.น้ำตาลในกล้วย ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้มีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น และส่งผลให้ความถี่และปริมาณการบริโภคน้ำตาลในระหว่างวันลดลงไปโดยปริยาย
10.มีผลวิจัยว่ากล้วยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ NK ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จัดการมะเร็งได้ด้วย


ลดน้ำหนักด้วยกล้วยมื้อเช้า

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มจากกินกล้วยหอมอย่างเดียวในมื้อเช้า จะกี่ลูกก็ได้ตามต้องการ เคี้ยวให้ละเอียด หลังจากกินเสร็จแล้วยังหิวอยู่ ให้เว้นระยะเวลา 15-30 นาที จึงรับประทานอย่างอื่น เช่น ข้าว เป็นต้น ถ้าวันไหนเบื่อกล้วย หรือไม่ชอบกล้วยหอมจริงๆ จะเปลี่ยนเป็นผลไม้ชนิดอื่นก็ได้ เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป หรือแตงโม เป็นต้น แต่ขอให้เป็นผลไม้ชนิดเดียวเท่านั้น เพื่อแบ่งเบาภาระของกระเพาะของเราไม่ให้เหนื่อยเกินไปที่จะผลิตน้ำย่อยกรดด่างต่างกัน

2.เครื่องดื่มที่ดื่มควบคู่กับกล้วยหอมตอนเช้าคือน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้อง และดื่มบ่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณ
3.ส่วนมื้อกลางวัน จะกินอะไรก็ได้ แต่ต้องเคี้ยวให้ละเอียด กินให้พอเหมาะและไม่อึดอัดท้องจนเกินไป
4.พอถึงบ่ายสามก็กินของว่างได้บ้าง เช่น ของว่างประเภทแป้ง ช็อกโกแลต หรือผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง
5.ทานอาหารมื้อเย็นเร็วขึ้น โดยช่วงเวลาเหมาะสมจะอยู่ที่ 6 โมงเย็นแต่ไม่เกิน 2 ทุ่ม ซึ่งการกินข้าวเย็นแต่หัวค่ำจะเป็นผลดีต่อการเผาผลาญพลังงาน และการพักฟื้นของระบบย่อยอาหาร ควรพยายามทานอาหารมื้อเย็นในปริมาณที่พอเหมาะ อย่าทานมากจนเกินไป (อาจเลือกที่จะทานผลไม้แทน หรือทานข้าวกับผัก ปลา อาหารที่ย่อยง่าย แทนอาหารจำพวกเนื้อสัตว์) รวมทั้งไม่รับประทานของหวานหลังอาหารเย็นด้วย
6.นอนหลับให้ไวขึ้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องนอนก่อนเที่ยงคืนให้ได้ (ถ้านอนก่อน 4 ทุ่มได้จะดีมาก) และ พยายามทำให้เป็นนิสัย เพื่อฟื้นฟูร่างกายขณะหลับ กำจัดความเหนื่อยล้าซึ่งจะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพผอมได้ง่าย
7.หมั่นออกกำลังกาย และให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายที่ไม่หักโหมจนเกินไป ทำให้พอเหมาะ เพื่อร่างกายสดชื่น การออกกำลังกายนั้นอย่าหักโหมจนรู้สึกทรมาน การไดเอ็ทจะไม่ได้ผล
8.จดบันทึกไดเอ็ทไดอารี่ให้เป็นนิสัย และเปิดเผยให้คนอื่นอ่านด้วย เป็นบ่อเกิดแห่งกำลังใจอย่างหนึ่ง



ที่มา: http://ต้นขาสวย.blogspot.com/2012/08/blog-post.html (สืบค้นวันที่ 31 มกราคม 2556)

 

อาหารตามกรุ๊ปเลือด



         เรื่องของอาหารตามกรุ๊ปเลือดหรือหมู่เลือด เป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยของมนุษย์

โดยดูที่องค์ประกอบของเลือดและธรรมชาติการกำเนิดของมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับองค์ความรู้ของแพทย์แผนไทย ที่มององค์ประกอบของมนุษย์เกิดจากธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีวิธีการรับประทานอาหารที่เหมาะกับธาตุเจ้าเรือน เพื่อสร้างธาตุเจ้าเรือนในร่างกายกับธาตุภายนอกให้มีความสมดุลกัน การแพทย์แผนไทยจึงมีทฤษฎีธาตุเจ้าเรือนเป็นพื้นฐานของการดูแลสุขภาพ อาหารตามกรุ๊ปเลือดเพื่อสุขภาพ ได้นำเสนอโดย ดร.ปีเตอร์ ดาดาโม ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด โดยจำแนกอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดต่างๆไว้ ได้แก่
กรุ๊ปเลือดโอ เป็นกรุ๊ปเลือดของมนุษย์ถ้ำหรือนักล่าสัตว์ (เป็นมนุษย์กลุ่มดึกดำบรรพ์และเชื่อว่าเป็นกรุ๊ปเลือดแรกที่เกิดขึ้นในโลก ต่อมาร่างกายเกิดการปรับตัวสู้กับเชื้อโรค จึงมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงเป็นกรุ๊บเอ, บี, เอบี ในเวลาต่อมา) ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือดโอมักเสี่ยงกับการเป็นโรคกระเพาะอาหาร
 
เนื่องจากกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง แต่มีคุณสมบัติดีในการย่อยเนื้อสัตว์ การดูแลสุขภาพเน้นการกินอาหารโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ และออกกำลังกายให้มากๆ
 
อาหารผักควรเป็นผักที่ได้มาจากการปลูกในที่ที่มีแสงแดด ผัก-ผลไม้ที่มีสี เช่น มะเขือเทศ, พลัม, ลูกพรุน อาหารประเภทสาหร่ายทะเล ควรหลีกเลี่ยงอาหารจากนม, กาแฟ, น้ำอัดลม, ชาดำ, แตงโม, แคนตาลูป, ข้าวโพด, ข้าวสาลี, ขนมปัง, ถั่วแดง, กะหล่ำปลีและกะหล่ำดอก โดยเฉพาะกะหล่ำปลีและกะหล่ำดอก
 
เพราะมีสารที่ไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ กลุ่มเลือดนี้จะมีระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไทรอยด์ได้ง่าย
 
กรุ๊ปเลือดเอ   มักเป็นประชากรแถบยุโรป ร่างกายมีกรดในกระเพาะน้อย จึงต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ และอาหารอื่นๆ

ที่ควรหลีกเลี่ยง คือ มะเขือเทศ, มันฝรั่ง, พริกไทย, เห็ด, กะหล่ำ, มะกอก, มะม่วง, มะละกอ, ส้ม, ชาดำ, เบียร์, โซดา, น้ำอัดลม

ควรรับประทานอาหารพวกปลา, ถั่ว, ข้าว, กระเทียม, ฟักทอง, แครอต, ผักโขม, บล๊อกโคลี่, สับปะรด, เชอร์รี่, มะนาว, ชาเขียว, ไวน์แดง, กาแฟ และน้ำขิง

ที่จะช่วยกระตุ้นการหลั่งกรดมากขึ้น ออกกำลังกายชนิดไม่หักโหม เช่น ตีกอล์ฟ, ปีนเขา, ว่ายน้ำ, เต้นรำ, โยคะ, นั่งสมาธิ, รำมวยจีน
 
กรุ๊ปเลือดบี เป็นประชากรในแถบเอเชีย เป็นกลุ่มบุคคลที่มีการย่อยอาหารและการตอบสนองต่อความเครียดดี

อาหารที่ควรรับประทานพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ ได้แก่ วัว, ไก่งวง, กระต่าย, เนื้อปลาทะเลลึก เช่น ปลาจะระเม็ด, ปลาตาเดียว, นมและผลิตภัณฑ์จากนม, ไข่, ข้าวโอ๊ต, ข้าวกล้อง, ผักใบเขียวต่างๆ

ควรหลีกเลี่ยงอาหารจากสัตว์ปีก เช่น ไก่, เป็ด, ห่าน, นก ผลไม้พวกทับทิม, ลูกแพร์, มะเขือเทศ, ถั่วลิสง, ถั่วเหลือง, งา, เมล็ดทานตะวัน

เน้นการออกกำลังแบบไม่ต้องหักโหม และผ่อนคลายร่างกายโดยการฟังเพลงหรือนั่งสมาธิ

 กรุ๊ปเลือดเอบี อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ ผลไม้จากเขตร้อน แต่ควรรับประทานน้ำอุ่นผสมมะนาว, องุ่น, พลัม, เบอร์รี่, เชอร์รี่, อาหารพวกเต้าหู้, กระเทียม, หัวไชเท้า, นม, นมเปรี้ยว, ถั่วต่างๆ, ปลาทะเล ออกกำลังกายเน้นที่โยคะ, ปั่นจักรยาน, ตีกอล์ฟ, ว่ายน้ำ

นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่า แต่ละกรุ๊ปเลือดนั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ แตกต่างกันไป อาทิ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารตามหมู่เลือดก็มีทั้งผู้ที่สนับสนุนและผู้ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อองค์ความรู้นี้ไหลบ่าเข้าสู่วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแล้ว ก็ลองศึกษาและสังเกตว่าเราบริโภคอะไรเข้าไปแล้วมีผลกระทบ หรือก่อให้ร่างกายมีปัญหาอะไรหรือไม่

อาหารการกินนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพ เรากินอะไรเข้าไปร่างกายเราก็ได้รับสิ่งเหล่านั้น เป็นของดีมีประโยชน์ต่อร่างกายก็เป็นคุณ เมื่อร่างกายไม่รับก็เป็นโทษ มันก็จะแสดงออกมาในรูปแบบของโรคภัยไข้เจ็บได้

แต่ถ้ากินแบบไทยๆ ก็กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น หรือกินแบบธาตุเจ้าเรือนของไทยก็เข้ากับวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบไทย การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดก็เป็นความรู้เสริมให้เราได้รู้ว่า โลกของการส่งเสริมการดูแลสุขภาพเขามีความรู้ใหม่ๆ มาเสนอแนวทางในการดูแลสุขภาพให้เรานั่นเอง

ที่มา: http://www.vnmirror.com/article04.html (สืบค้นวันที่ 31 มกราคม 2556)
 

 

ทำไมพริกจึงเผ็ด ?




ความเผ็ดร้อนเกิดจากกรดชนิดหนึ่งเรียกว่าแคปไซซิน ซึ่งอยู่ที่ผิวด้านในของฝักพริก หลายคนเข้าใจผิดว่าเม็ดพริกก็เผ็ดเหมือนกัน ทั้งที่ตามจริงไม่มีแคปไซซินเลย อย่างไรก็ตามกรดชนิดนี้กระจายอยู่ในยวงที่มีเม็ดพริกติดอยู่ เมื่อแกะเม็ดพริกออก เนื้อพริกในส่วนนี้ก็จะติดมาด้วยและทำให้เผ็ดน้อยลง แม้แคปไซซินจะให้รสเผ็ดถึงใจก็ตาม พริกแต่ละเม็ดมีกรดชนิดนี้อยู่เพียงร้อยละ 0.1 เท่านั้น


ทำไมรอยฟกช้ำจึงมีสีคล้ำดำเขียว ?



เมื่อร่างกายเราถูกกระแทกหรือถูกตีอย่างแรงที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง จะทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นแตก เลือดจะไหลซึมออกมานองอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังปูดออก บริเวณที่เลือดไหลนองนี้อยู่ลึกถัดไปจากหนังกำพร้าชั้นใน ถ้าถูกกระแทกใหม่ ๆ จะเป็นรอยแดงจาง ๆ เมื่อผ่านวันไปจะมีสีคล้ำขึ้น การที่เราเห็นเป็นสีคล้ำเขียวก็เพราะแสงที่ส่องกระทบรอยฟกช้ำนั้นสะท้อนมาเข้าตาเรา ก่อนที่แสงจะมาเข้าตาเรา แสงจะต้องผ่านชั้นต่าง ๆ ของผิวหนัง กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะดูดซับแสงสีแดงไว้ ส่วนแสงสีน้ำเงินถึงแสงสีม่วงจะไม่ถูกดูดซับ เราจึงเห็นเป็นสีม่วงคล้ำบริเวณนั้น ยิ่งรอยฟกช้ำขยายตัวลึกเข้าไปมากเพียงใด แสงก็จะถูกดูดซับมากขึ้น เราก็จะยิ่งเห็นรอยฟกช้ำคล้ำมากขึ้น ร่างกายจะพยายามกำจัดเม็ดเลือดแดงหรือเม็ดเลือดขาวที่ถูกทำลายแล้ว รวมทั้งชิ้นส่วนเซลล์ที่แตกหลุดออกมา เม็ดเลือดแดงจะสลายตัวมีสีซีดลงจนเหลือง และสุดท้ายเม็ดเลือดขาวจะมากลืนกินสิ่งเหล่านี้ เพื่อทำความสะอาด ในที่สุดเนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็จะเข้าสู่สภาพเดิม



ประโยชน์ของฟ้าแลบ






สถานีกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาประมาณไว้ว่า ในระยะเวลา 1 ปี ฟ้าแลบทำให้ไนโตรเจนตกลงมายังพื้นดิน 2 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อคิดทั้งโลกจะมีไนโตรเจนตกลงมายังโลกถึง 770 ล้านตันต่อปี ในระหว่างที่เกิดฟ้าแลบ พลังงานบางส่วนจากฟ้าแลบจะทำให้ไนโตรเจนทำปฏิกิริยาเคมีกับออกซิเจนเกิดเป็นสารประกอบไนโตรเจนมอนอกไซด์ (NO) สารประกอบนี้มีไนโตรเจน 1 อะตอม และออกซิเจน1 อะตอม มันจะดูดออกซิเจนอีก 1 อะตอมเพิ่มเข้าไป และกลายเป็นไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)ซึ่งละลายได้ในน้ำฝนกลายเป็นกรดดินประสิว (HNO3) ตกลงมายังพื้นโลก เมื่อกรดดินประสิวรวมตัวกับสาร เมื่อกรดดินประสิวรวมตัวกับสารเคมีอื่น ๆ จะได้เป็นเกลือไนเตรตซึ่งเป็นอาหารที่ดีของพืช ดังนั้น ถึงคนขวัญอ่อนจะไม่ค่อยชอบฟ้าแลบนัก แต่ก็ควรทำใจสักนิดให้ชอบสักหน่อยเพราะมีผลดีต่อชาวนาที่ผลิตพืชผักผลไม้มาให้เรากินอยู่ทุก ๆ วัน


ที่มาhttp://www.zoneza.comE0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-view2370.htm (วันที่สืบค้น 31 มกราคม 2556)